บทสรุปปี2561-กระแสเกษตรกรรม

กระแสและความเคลื่อนไหวเกษตรกรรมไทย เป็นปรากฏการณ์คึกคักอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องราว กำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ไปสู่โฉมหน้าใหม่ ไปยังกลไกและวงจรสำคัญ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน(Supply chain)

(1)

เปิดฉากใหญ่อย่างมีนัยยะ โดยเครือข่ายธุรกิจใหญ่ไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี  จากไอเดียผู้นำ–ธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นปรากฏการณ์ทรงพลังสั่นสะเทือนสังคมไทย  พุ่งเป้าอย่างเฉพาะเจาะจง สู่ภาคเกษตรกรรมพื้นฐานเสียด้วย

ไอเดียนั้น  ได้ตอกย้ำ2ครั้ง2คราในช่วงปีที่กำลังจะผ่านพ้น   

ครั้งแรก “ผมกำลังศึกษาโมเดลธุรกิจที่จะสร้างเมืองขนาดใหญ่ ประชากร 34 แสนคนมาอยู่รวมกัน โดยคนที่อยู่ในเมืองนี้สามารถทำธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ ทั้งปลูกพืชเกษตร ทำปศุสัตว์…โมเดลใหม่จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ สมมุติที่ดินรวมกันได้ 1,000 ไร่ เคยปลูกพืชขายผลผลิตได้ 1,000 บาทไม่ต้องมาปลูกเอง ผมรับจ้างปลูกให้โดยการันตีว่าได้เงิน 1,200 บาท ถ้าผลผลิตเสียหาย ผมรับผิดชอบ และให้รัฐบาลการันตีว่าที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของคุณ” ธนินท์ เจียรวนนท์ กล่าวขึ้นอย่างตั้งใจ ในฐานะประธานมอบที่ดินให้ข้าราชการตำรวจที่เข้าร่วมโครงการ ณ หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี (4 มกราคม 2561)

และอีกครั้ง  ธนินท์ เจียรวนนท์ กล่าวกับสื่อไทย ระหว่างการเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน (ข่าวสารปรากฏสื่อต่าง ๆอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 27 สิงหาคม 2561) มีตอนสำคัญกล่าวไว้อย่างสอดคล้องกัน ทั้งลงรายละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะเจาะจงเรื่องข้าว เกษตรกรรมพื้นฐานที่สุดของไทย

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากเกินไปถึง 105 ล้านไร่ มีปัญหาเรื่องตลาดโลกและราคา ควรลดพื้นที่ลงแล้วหันไปปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ ”  เขาโหมโรง  ก่อนจะตอกย้ำความคิดเดิมให้หนักแน่นขึ้น  หากชาวนามีปัญหาไม่พร้อม ซีพีพร้อมจะเช่าที่ทำแทน ให้ผลตอบแทนมากกว่าเดิมอีก 10% ..ต้องมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และใช้เครื่องจักร..ต้องเป็นระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ถึงจะคุ้มกับการลงทุน”(ข้อความข้างต้น ตัดตอน และเรียบเรียงสาระจากสื่อต่าง ๆ) บทสนทนานั้นมีบทสรุปชัดเจนเชื่อมโยงถึงโมเดลเกษตรกรรมแปลงใหญ่

แนวคิดผู้นำซีพีย่อมมีน้ำหนัก ในฐานะเครือขายธุรกิจการเกษตรและอาหารครบวงจรรายใหญ่ที่สุด ไม่เพียงในไทยหากในระดับภูมิภาค    แนวคิดดังกล่าวย่อมมีฐานความเป็นไปได้ด้วยบทวิเคราะห์ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมและอำนาจรัฐอันเอื้ออำนวย  ทั้งนี้เป็นที่แน่ชัดว่ามีความเชื่อมโยงกับแผนการเกษตรกรรมแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ รัฐบาลปัจจุบัน

พลังหลัก

แท้จริงแล้วความเคลื่อนไหวข้างต้นสะท้อนพัฒนาการสำคัญที่มีความต่อเนื่อง นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาก็ว่าได้   ตั้งแต่สังคมธุรกิจไทยสถาปนาขึ้นอย่างจริงจัง  เกษตรกรรมไทยมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจใหญ่มาตลอด  ธุรกิจซึ่งมีเครือข่ายอย่างหลากหลาย และพยายามแสวงหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจด้วยมุมมองเกษตรกรรมที่แตกต่าง    ถือเป็นจุดตั้งต้นความเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม  โมเดลสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ซึ่งแต่ก่อนถูกมองเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์(Commodity )เป็นสินค้าสำเร็จรูปจำนวนมาก สู่ตลาดผู้บริโภควงกว้าง ทั้งภายในประเทศและตลาดโลก

ผมเองเคยเสนอภาพนั้นมาบ้าง  ตั้งแต่กรณีพิพัฒน์ ตันติพิพัฒพงศ์ นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนไต้หวัน  ผู้มีความสัมพันธ์อย่างดีกับธนาคารกรุงเทพ  มองเห็นโอกาสมากับยุคสงครามเวียดนาม เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ได้บุกเบิกอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง(ในปี 2505) ในช่วงเวลาเดียวกันกับเครือข่ายระดับโลก โดลฟู้ดส์(Dole Food Company) มีฐานเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้าสู่โลกตะวันออกครั้งแรก(ปี 2506)วางรากฐานอุตสาหกรรมสัปปะรดกระป๋องเช่นกัน    โมเดลธุรกิจนั้นได้เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยภาคใต้ตอนบนไว้ในนั้น  ผมเชื่อว่าเป็นจุดตั้งต้นเกษตรกรรมแปลงใหญ่(Plantation) และระบบฟาร์มพันธสัญญา(Contract farming)

กรณีนั้นในเวลานั้น มีผลสะเทือนกว้างขวางพอสมควร  ทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากธนาคาร กลายเป็นกระแสนักลงทุนอีกหลายรายเดินตาม

ต่อจากนั้นเมื่อผ่านยุคสงครามเวียดนาม ก่อนเข้าช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู  มีพัฒนาการเชื่อมโยงเกษตรกรรมไทยอีกกรณีหนึ่งควรกล่าวถึง  ธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มกำลังเติบโตขึ้นในสังคมไทย มีฐานใหญ่ที่ภาคใต้ เชื่อกันว่าเป็นปฎิกริยาการเติบโตอย่างต่อเนื่องและขยายวงมากขึ้น จากศูนย์กลางธุรกิจใหญ่ แห่งมาเลเซีย ในประเทศเพื่อนบ้าน

เป็นโอกาสใหม่ๆของตระกูลธุรกิจดั้งเดิมแห่งภาคใต้ กำลังมีความพยายามปรับตัวปรับเปลี่ยนจากธุรกิจเดิมโดยเฉพาะจากเหมืองแร่ กำลัง “ตะวันตกดิน” ในช่วงเพื่องฟูบางช่วง บางรายได้ร่วมทุนกับเครือข่ายธุรกิจสินค้าคอนซูเมอร์รายใหญ่ของโลก

ขณะที่บางรายอยู่ในเครือข่ายธุรกิจใหญ่แห่งมาเลเซีย  กรณี Sime Darby กลุ่มธุรกิจระดับโลก มีฐานในมาเลเซีย   ก่อตั้งโดยชาวอังกฤษในยุคอาณานิคม ปัจจุบันมี เครือข่ายธุรกิจหลากหลาย  รวมทั้งกลุ่มธุรกิจสำคัญดั้งเดิม Sime Darby Plantation  ทั้งธุรกิจต้นน้ำ(Upstream) ปลูกปาล์มในพื้นที่มาเลเซียและอินโดนีเชียมากกว่า 500,000 เฮกเตอร์ และปลายน้ำ(Downstream) มีโรงงานในมากกว่า 15 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เป็นอีกโมเดลหนึ่งเชื่อมโยงสู่เกษตรกรรมพื้นฐานสำคัญ

กรณีข้างต้นมีอิทธิพลพอสมควร ให้ภาคใต้ของไทย คงมีความสัมพันธ์ ทั้งผันแปร กับเกษตรกรรมปาล์มน้ำมันตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

พัฒนาเกษตรกรรมรายใหญ่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงช่วงหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่  มายังกรณีสำคัญที่ควรกล่าวถึง เครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่–กลุ่มทีซีซี เปิดตัวอย่างเอาการเอางานในธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรเมื่อปี 2549

กลุ่มทีซีซีเป็นเจ้าของพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก ถือเป็นผู้ประกอบผู้ถือครองพื้นที่เกษตรกรรมรายใหญ่ที่สุดของประเทศรายหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งนี้เชื่อมโยงความเป็นมา  ด้วยกลุ่มทีซีซี มีสินค้าหลัก–เครืองดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งมีเครือข่ายการผลิตทั่วประเทศและมีสินค้าเข้าถึงชุมชนเกษตรกรรมไทยอย่างทั่วถึงมาช้านาน

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทีซีซี มีความสำคัญ ทั้งปลุกกระแสสังคมเกษตรกรรมไทยให้คึกคักขึ้น  ขณะเดียวกันสะท้อนศักยภาพธุรกิจไทย ก้าวสู่ภาคเกษตรกรรมระดับภูมิภาค

เกษตรกรรมรายใหญ่ แต่เดิมเป็นโมเดลธุรกิจที่แตกต่าง เป็นธุรกิจซึ่งซ่อนตัวค่อนข้างเงียบๆในชุมชนเกษตรกรรมไทยอันกว้างใหญ่ ครั้นเมื่อผนวกกับแผนการใหม่กรณีซีพีแล้วดังที่กล่าวมาข้างต้น   จึงเชื่อว่า เกษตรกรรมรายใหญ่ยุคใหม่จะกลายเป็นพลังหลัก มีอิทธิพล ผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมเกษตรกรรมไทยให้พลิกโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว

พลังหลากหลาย

ท่ามกลางสังคมเกษตรกรรมชุมชน ซึ่งดูมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไม่มากนักตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามเป็นต้นมานั้น  แท้จริงมีปรากฏการณ์อีกบางด้านเกิดขึ้น ซึ่งผมเรียกว่า การเกิดขึ้นของ “เกษตรกรใหม่”

เกษตรกรใหม่ ผู้ประกอบการใหม่ซึ่งแตกต่างจากวิถีเกษตรดั้งเดิม  ด้วยอาศัยความรู้โนวฮาว และเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างจริงจัง สร้างสรรค์ ในความพยายามสร้างผลผลิตสินค้าสเกษตรให้มีคุณค่ามากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์(Commodity) ทั้งนี้ไม่ได้อ้างอิงโครงสร้างเชิงอุตสาหกรรมใหญ่ ซึ่งมีการผลิตจำนวนมาก (Mass production )

พัฒนาการที่ว่า ว่าไปแล้วคู่ขนานกับเกษตรกรรมรายใหญ่  สามารถต่อภาพได้มาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กรณีจุล คุ้นวงศ์ แห่งไร่กำนันจุล เพชรบูรณ์ เป็นโมเดลเริ่มต้น พัฒนาเกษตรกรรมพื้นฐานโดยพยายามใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่   สู่ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ยุคสงครามเวียดนามภายใต้โมเดลฟาร์มแบบฉบับอเมริกัน -บุกเบิกโดยโชคชัย บูลกุล แห่งฟาร์มโชคชัย ปากช่อง มาถึงช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นหลังสงครามในภูมิภาคจบลง กระแสโลกกาภิวัฒน์พุ่งขึ้น มีอีกรายกรณีเกิดขึ้น เป็นไปตามกระแส รสนิยมแห่งยุคสมัย  ไม่ว่ากรณี ปิยะ ภิรมย์ภักดี แห่ง PB Valley เขาใหญ่ ผู้ผลิตไวน์ไทยมาตรฐานโลก  หรือจิมทอมป์สันฟาร์ม ปักธงชัย มีความพยายามเชื่อมโยงและนิยามใหม่ ว่าด้วยวิถีเกษตรกรรมไทยดั้งเดิม ให้เข้ากับกระแสการท่องเที่ยว

“หากพิจารณาลำดับเหตุการณ์ (Time line) แล้ว พบว่าพัฒนาการเกษตรกรรมไทย โดยเกษตรกรหน้าใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาการกระชั้นมากขึ้น ตั้งแต่สังคมไทยเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์มากขึ้น แม้ว่าจะต้องเผชิญวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงปี 2540 ทว่าเกษตรกรรมใหม่ไม่เพียงไม่หยุดชะงัก กลับมีโอกาสเติบโต”  ผมเคยสรุปความไว้

เกษตรกรรมไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  โดยอิทธิพลอันไม่อาจทัดทานจากพลังหลัก  ขณะเดียวกันปรากฏโฉมหน้าใหม่ๆ สะท้อนความหลากหลายมากขึ้นๆ การปรากฏขึ้น “เกษตรกรใหม่”   กระแสที่น่าสนใจเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆตอเนื่อง จนมาถึง  ฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่นหรือฟาร์มอ้างอิงความรู้ใหม่จากต่างประเทศ เช่น เกาเหลี (Korean method of farming) และศัพท์แสงใหม่ๆ อย่าง “ท่องเที่ยวเชิงเกษตรไลฟ์สไตล์”

ภายใต้ปรากฏการณ์  ภายในโครงสร้างเกษตรกรรมไทยที่ว่ามานั้น เมื่อมองลงลึก ไปยังกลไกและวงจร(Supply chain ) ก็กำลังมีการปรับเปลี่ยนอย่างมากมายเช่นกัน

(2)

กรณี Jack Ma แห่ง Alibaba Groupธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งประเทศจีน ผู้นำการค้าออนไลน์ของโลก เจาะจงกล่าวถึงการค้าผลไม้ไทย (ทุเรียน) และสินค้าเกษตรพื้นฐานสำคัญของไทย(ข้าวหอมมะลิ) สะท้อนแรงปะทะครั้งสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน(Supply chain )เกษตรกรรมไทย

ว่าไปแล้วเป็นความเคลื่อนไหวว่าด้วยธุรกิจต่างชาติ (โดยเฉพาะกรณีจีน) เข้ามาในวงจรและกลไก สำคัญเกษตรกรรมไทยมีมาสักพัก เป็นปรากฏการณ์อย่างเงียบๆ

กรณี “ล้งจีน” (ผู้ค้าส่งจีน นำสินค้าจากเกษตรกรไทยโดยตรง ส่งออกไปยังจีนแผนดินใหญ่) ถือเป็นครั้งสำคัญ  โครงสร้างเกษตรกรรมพื้นฐานไทย มีต่างชาติ มีเครือข่ายธุรกิจใหญ่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นๆ เข้ามาในวงจรซึ่งสำคัญมาก ๆ วงจรของ “คนกลาง”ซึ่งเชื่อมโยงผลผลิตเกษตรกร ไปยังตลาดผู้บริโภค  แต่เดิมมีโครงสร้างเต็มไปด้วยผู้ค้ารายกลางและรายย่อยจำนวนมาก

กรณี Jack Ma แห่ง Alibaba Group มีความหมายสำคัญที่ซ่อนอยู่ คือโครงสร้างและระบบเกษตรกรรมไทย กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงซึ่งเชื่อว่าจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แรงปะทะซึ่งเป็นภาพสะท้อนภาพใหญ่เกษตรกรรม กำลังเผชิญกระแสคลื่นลม รุนแรงและผันผวนมากขึ้น

เป็นแรงปะทะส่งผลกระทบทั้งลงลึกและกว้างขวางกว่าในอดีต  พัฒนาไปอีกขั้นจากกรณีธุรกิจต่างชาติ ซึ่งเข้ามามีบทบาทในบางขั้นตอนเกษตรกรรมตั้งแต่เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว  ไม่ว่าเป็นผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ ผู้ค้าสารเคมีการเกษตร จนไปถึงผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปเชิงอุตสาหกรรม ภายใต้ระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ (Plantation)  และเกษตรกรรมพันธะสัญญา(Contract farming)

ไม่กี่เดือนจากนั้น แรงปะทะเกษตรกรรมไทยครั้งใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้น ประหนึ่งละลอกคลื่นใหญ่ ส่งผลกระทบวงกว้างขึ้นไปอีก

ธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)เครือข่ายธุรกิจไทยทรงอิทธิพล (กล่าวกับสื่อไทย ระหว่างการเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน   ข่าวสารปรากฏในวันที่ 27 สิงหาคม 2561) นำเสนอแผนการอย่างจริงจังเพื่อเข้าสู่วงจรเกษตรกรรมไทยพื้นฐาน บางตอนได้นำเสนอตอนต้นๆ

“หากชาวนามีปัญหา มีความไม่พร้อม ซีพีพร้อมจะเช่าที่ทำนาแทน ..แต่จะไม่ดำเนินการเอง หากจะหาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม…..ต้องมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และใช้เครื่องจักรโดยเฉพาะแทรกเตอร์ ทั้งนี้ เน้นว่าต้องเป็นระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ถึงจะคุ้มกับการลงทุน”

แผนการซีพีข้างต้น  เชื่อกันว่ามาจากบทเรียนสำคัญในธุรกิจการเกษตร(ปศุสัตว์)และอาหาร บทเรียนความสำเร็จนั้นมาจากโมเดลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานอย่างมิพักสงสัย

โมเดลที่ว่าสามารถอ้างอิงกับบทอรรถาธิบายที่กว้างขึ้น จากเรื่อง “ห่วงโซ่อุปทาน  “มังกร” ในประเทศจีน”(แปลและเรียงเรียงมาจาก The “Dragon” Supply Chain in China ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรณีศึกษา International Agribusiness in China: Charoen Pokphand Group, Harvard Business School, November 16, 2009)

“ระบบห่วงโซ่อุปทานแบบรวมตัวในแนวตั้งของซีพี  เริ่มต้นตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์  ตามโมเดลการขยายตัวไปข้างหน้า (Forward integration)  การผสมพันธุ์ การเพาะเลี้ยง การสัตวบาล และการแปรรูปเนื้อสัตว์  ไปถึงขั้นตอนการเตรียมเพิ่มมูลค่าของเนื้อสัตว์พร้อมบริโภคและอาหารแช่แข็ง   ขั้นตอนสุดท้ายนั้นให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการ branding การทำตลาด และการกระจายสินค้าทั้งสำหรับตลาดภายในประเทศและตลาดเพื่อการส่งออก”

ซีพีได้เข้าสู่วงจรเกษตรกรรมพื้นฐานที่ว่ามานาน ตั้งแต่เมื่อ4ทศวรรษที่แล้ว แต่ยังไม่ไปถึงไหน “เมื่อเปรียบกับพัฒนาการเครือข่ายธุรกิจ ซีพีไม่ว่ากรณีเข้าสู่ธุรกิจปศุสัตว์ครบวงจร (นับจากกรณีร่วมทุนกับ Arbor Acres แห่งสหรัฐในปี 2513) กับธุรกิจค้าปลีก (จากจุดเริ่มต้นเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในปี 2531) สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจโดยใช้เวลาไม่นานเพียงไม่ถึงทศวรรษ… ส่วนแผนการใหม่เกี่ยวกับเกษตรกรรมแปลงใหญ่ จนถึงบัดนี้ยังถือว่าไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง”

ในอีกมิติหนึ่ง ซีพีได้เข้ามาบางช่วงของห่วงโซ่อุปทานแล้ว  จะโดยตั้งใจหรือไม่าก็ตาม เริ่มจากต้นธารเลยทีเดียว จากกรณีพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดตั้งแต่ปี 2522 ในยุคเดียวกับเครือข่ายธุรกิจพันธุ์ข้าวโพดระดับโลกเข้ามายึดตลาดไทย เป็นเวลาเดียวกันได้เข้าสู่ช่วงปลายๆของห่วงโซ่อุปทานมีความเกี่ยวข้องเรื่องข้าว ด้วย โดยซีพีได้ก่อตั้งบริษัทเจริญโภคภัณฑ์วิศวกรรม(ปี 2521) พร้อมกับการร่วมทุนกับ SATAKE แห่งญี่ปุ่น ผู้นำเทคโนโลยีสีข้าว

ความจริงจังในแผนอย่างจับต้องได้ เชื่อว่าเพิ่งเปิดฉากเมื่อราว ๆ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา  ในช่วงคาบเกี่ยววิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจราว ๆ ปี 2543 ด้วยการดำเนินงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ข้าวลูกผสม เป็นช่วงเดียวกับการปรากฏบทสนทนาธนินท์ เจียรวนนท์ เกี่ยวกับเรื่องข้าวในวงกว้างเป็นครั้งแรก ๆ

ที่ผ่าน ๆ มา ซีพี มีความสัมพันธ์กับที่ดินและพื้นที่แปลงใหญ่ค่อนข้างน้อย อันเนื่องมาจากลักษณะธุรกิจที่แตกต่าง ดูเหมือนว่าในช่วงนั้น ซีพี ไม่มีและไม่ได้สะสมที่ดินแปลงใหญ่ไว้ในมืออย่างมากพอ โมเดลเกษตรแปลงใหญ่ของซีพีในปัจจุบัน(ตามบทสนทนาธนินท์ เจียวรนนท์ ข้างต้น)จึงมีความแตกต่าง

เชื่อว่าแรงกระตุ้นซีพีในกรณีข้างต้น มาจากเครือข่ายธุรกิจอีกรายหนึ่ง “กลุ่ม ทีซีซี ตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ จึงก่อตั้ง กลุ่มธุรกิจการเกษตรขึ้น เพื่อพัฒนาธุรกิจเกษตรแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มคุณค่าของพืชเศรษฐกิจ ทั้ง ในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในแถบภูมิภาคอินโดจีน โดยลงทุนเพื่อศึกษาและพัฒนาพืชเศรษฐกิจตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูปเบื้องต้น ครอบคลุมไปถึงการตลาดและธุรกิจต่อเนื่อง”( http://www.tcc.co.th/ ) กลุ่มทีซีซี เครือข่ายธุรกิจทรงอิทธิพลอีกรายของไทย ได้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เมือปี2549   โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากบริษัทแกน-พรรณธิอร (http://www.plantheon.co.th )

กลุ่มธุรกิจเกษตรของทีซีซี มีภาพใหญ่ที่น่าเกรงขาม  ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานไว้อย่างมั่นคง และกว้างขวาง

หนึ่ง— ครอบครองที่ดินการเกษตรนับแสนไร่ทั่วประเทศ สอง–เกี่ยวข้องกับพืชเศรษฐกิจหลักของไทย  ทั้งยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และกาแฟ  สาม-มีเครือข่ายโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ“ผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋อง กว่า 250,000 ตันต่อปี นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋องราย ใหญ่ที่สุดของประเทศ”  และ “ผลิตน้ำตาล รวมกันถึง 144,000 ตันอ้อยต่อวัน”    สี่“ผลิตปุ๋ยเคมีที่มีคุณภาพสูง โดยจำหน่ายปุ๋ยภายใต้แบรนด์ ปุ๋ยตรามงกุฎ และปุ๋ยทิพย์  เป็น 1 ใน 3 ผู้ผลิตและผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ของประเทศ”   และห้า–มีโครงการเกษตรแปลงใหญ่ในภูมิภาค “ร่วมทุนกับนักลงทุนกัมพูชา พัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแบบครบวงจรที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา และลงทุนไร่กาแฟขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโบโลเวน เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว”  

และแล้วแรงกระตุ้นครั้งใหม่ครั้งใหญ่อีกครั้ง เชื่อว่าเชื่อมโยงกับโมเดล “เกษตรกรรมแปลงใหญ่” ในความหมายของกระทรวงเกษตรฯไทยยุครสช. “เป็นระบบส่งเสริมเกษตรแบบหนึ่งที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (area based) ในการดำเนินการลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain)” นโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่โดยรัฐ  ได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2559

ซีพี ยังคงมุ่งมั่นตามแนวทางเกี่ยวข้อง “ห่วงโซ่”ที่สำคัญต่อไป เป็นขั้นตอนเตรียมพร้อมเฉพาะตัว   ด้วยดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวก้าวหน้าไปอีกขั้น อ้างอิงจากข้อมูลขอขึ้นทะเบียน “ข้าวพันธุ์ ซี.พี. 888” ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ปรากฏในเอกสารกรมวิชาการเกษตร (http://www.doa.go.th) “ข้าวพันธุ์ ซี.พี. 888 ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์ กข 10 เป็นพันธุ์แม่ และข้าวพันธุ์สกลนคร เป็นพันธุ์พ่อ ณ หน่วยงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟาร์มกำแพงเพชร (พืชไร่) จังหวัดกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. 2557 นำเมล็ดที่ได้จากการผสมเกสรปลูกเป็นต้นลูกผสมชั่วที่ 1 เพื่อผลิตเมล็ดในชั่วที่ 2 หลังจากนั้นนำเมล็ดในชั่วที่ 2 มาปลูกและคัดเลือกพันธุ์แบบสืบประวัติ (pedigree selection) จนถึงชั่วที่ 6 ในปี พ.ศ. 2559”

เครือข่ายธุรกิจใหญ่ โดยเฉพาะ Alibaba  ซีพีและทีซีซี  จะมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรมไทยมากขึ้นๆ ในขั้นตอนการพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่

ท่ามกลางสังคมเกษตรกรรมไทยเต็มไปด้วยรายย่อย  กระจัดกระจาย และอ่อนแอ ซึ่งเผชิญความผันแปร ความไม่แน่นอนเสมอมา ไม่ว่าด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับธรรมชาติ  กลไก การค้าและราคา ฯลฯ   พัฒนาการในภาพรวม เกษตรกรไทยรายย่อยดั้งเดิมส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถก้าวเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรซึ่งพัฒนาไปตามยุคสมัยได้  เนื่องมาจากปัญหาพื้นฐาน โดยเฉพาะไม่มีทุนเพียงพอ  ไม่มีความสามารถในการสะสมทุน

ขณะที่อีกด้าน กลับมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก เครือข่ายธุรกิจใหญ่  ไม่ว่าธุรกิจการค้าสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร  ฯลฯ  สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษก่อนหน้า และเติบโตมากขึ้นๆ เครือข่ายธุรกิจใหญ่ดังกล่าว กำลังคืบคลานค่อยๆครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ผู้เขียน: viratts

writer and farmer

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: