เรื่องราวไม่ควรมีบทสรุปอย่างง่าย
กรณีกลุ่มเซ็นทรัลกับสินค้าแบรนด์อังกฤษแบรนด์หนึ่ง ซึ่งสิ้นสุดความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เมื่อ M&S (Marks & Spencer) ประกาศยุติกิจการในไทย (ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026) ทั้งการจำหน่ายหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ โดยแจ้งผ่านเพียงถ้อยแถลงบนเพจโซเชียลมีเดียในไทยเท่านั้น
ทั้งนี้ M&S สหราชอาณาจักรไม่ได้มีถ้อยแถลงใดๆ เกี่ยวกับกรณีข้างต้น ขณะที่สื่อไทยส่วนใหญ่อ้างแหล่งข่าว (ที่ไม่เปิดเผยตัว) จากกลุ่มเซ็นทรัลชี้แจงว่าเป็นเพียงการสิ้นสุดสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่าย ถือเป็นการปิดฉากแบรนด์ไลฟ์สไตล์จากอังกฤษแบรนด์สำคัญที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
หากย้อนไปช่วงเวลาที่แบรนด์เข้ามาแรกๆ นั้น ถือเป็นจังหวะที่ดีท่ามกลางภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ผมและคนอื่นๆ ต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นช่วงเวลาของการเติบโตของชนชั้นกลางไทยครั้งใหญ่ ผมเองก็เคยบอกไว้ว่า นี่อยู่ในกระแสและขบวนสินค้าและบริการแบรนด์อังกฤษที่กำลังพาเหรดกลับเข้ามาเมืองไทย
อันที่จริงหากย้อนไทม์ไลน์ไปไกลถึงยุคอาณานิคม สังคมไทยโดยเฉพาะแวดวงชนชั้นนำมีความสัมพันธ์กับอังกฤษมากทีเดียว แต่ก็ได้ถดถอยลงไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วกลับคืนมาพอสมควรหลังสงครามไม่นาน ก่อนจะถอยร่นอีกครั้งหลังยุคสงครามเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกับ M&S ห้างค้าปลีกชั้นนำด้านแฟชั่นและอาหารคุณภาพซึ่งมีตำนานกว่าศตวรรษ ได้เข้ามาเมืองไทยอย่างจริงจังผ่านเครือข่ายค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของไทย (ปี 2538) ก็มีแบรนด์อังกฤษที่น่าสนใจอื่นๆ เข้ามาด้วย เช่น The Body Shop (เข้ามาปี 2539) แบรนด์เครื่องสำอางที่ก่อตั้งมาไม่นานนัก (ราวครึ่งศตวรรษ) ด้วยบทบาทที่น่าสนใจในฐานะ “ผู้บุกเบิกความงามสายเขียวและจริยธรรมทางธุรกิจ”
หากพูดถึงแบรนด์อังกฤษเก่าแก่ที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับชนชั้นนำไทยมากเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นโรงเรียนมัธยม โดยในช่วงนั้น (ปี 2537) Dulwich International College ได้เปิดขึ้นที่ภูเก็ต ด้วยการออกแบบจำลองภาพอาคารและอาณาบริเวณโดยรอบให้มีความละม้ายกับ Dulwich College ในประเทศอังกฤษ ในฐานะโรงเรียนเก่าของผู้นำธุรกิจไทยในอดีตหลายคน
แม้สังคมไทยจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ (ปี 2540) ทว่าแบรนด์อังกฤษยังคงเดินหน้าเข้ามาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็น Boots (ร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพ เข้ามาปี 2540) รวมถึงขบวนโรงเรียนมัธยมอังกฤษระลอกใหญ่ที่ตามมา ทั้ง Harrow School ในปี 2541 โรงเรียนเก่าของราชนิกุลและชนชั้นนำ ซึ่งที่มักถูกอ้างอิงเป็นพิเศษคือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และอีกแห่งคือ Shrewsbury School ในปี 2545 ที่อ้างอิงความสัมพันธ์กับชนชั้นนำไทยเช่นกัน โดยเฉพาะ เสริฐ ปันยารชุน (บิดาของคุณอานันท์ ปันยารชุน) ซึ่งเป็นศิษย์เก่า และเป็นผู้นำโมเดลนี้มาก่อตั้งโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในฐานะผู้บังคับการคนแรก
อย่างไรก็ตาม ความผันแปรย่อมเกิดขึ้นได้เสมอด้วยเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกันไป กรณี Dulwich College ที่ตั้งอยู่ภูเก็ตมาเกือบทศวรรษ แม้จะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงปัญหาภายในเกี่ยวกับความขัดแย้งกับผู้ร่วมทุนฝ่ายไทย ในที่สุดจึงต้องแยกทางกัน (ปี 2548) ทว่าผ่านไปอีกราว 2 ทศวรรษ Dulwich College ก็กลับมาใหม่อีกครั้งในปีนี้ โดยปักหลักที่กรุงเทพฯ ด้วยความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจไทยรายใหม่
อีกกรณีคือ The Body Shop ในไทย ที่ได้ยุติการจัดจำหน่ายในทุกช่องทางและปิดบริการทุกสาขาไปแล้วตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากปัญหาทางการเงินและการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทแม่ในประเทศอังกฤษที่เผชิญภาวะล้มละลาย จนต้องถูกซื้อกิจการและเปลี่ยนมือมาแล้วหลายครั้ง
อันที่จริง กลุ่มเซ็นทรัลเคยเผชิญปัญหาความไม่แน่นอนกับแบรนด์อังกฤษมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน ซึ่งดูจะมีร่องรอยเชื่อมโยงในฐานะสินค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ M&S ในบางระดับ นั่นคือเหตุการณ์ในยุคฟื้นฟูและเฟื่องฟูของแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นในประเทศไทย ในช่วงเดียวกับที่แบรนด์จากญี่ปุ่น (ปี 2554: Uniqlo) และยุโรป (ปี 2555: H&M) เข้ามา กลุ่มเซ็นทรัลตั้งใจนำแบรนด์จากอังกฤษเข้ามา (ปี 2554) ด้วยการเปิดตัว Topshop และ Topman ซึ่งในระยะแรกได้รับความนิยมไม่น้อย โดยมีสาขาในห้างสรรพสินค้าใหญ่ เช่น CentralWorld, Siam Paragon และ Central Embassy
Topshop และ Topman ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์จากอังกฤษในกลุ่มที่เรียกว่า High Street Fashion ที่เคยทรงอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษ 2000–2010 Topshop ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 6 ทศวรรษก่อน โดยเริ่มจากแผนกเสื้อผ้าวัยรุ่นในห้างสรรพสินค้าก่อนแยกออกมาเปิดร้านเดี่ยว ส่วน Topman (สำหรับผู้ชาย) ตามมาในอีกราวทศวรรษต่อมา ถือเป็นกระแสคลื่นที่ไล่หลัง M&S มาก็ว่าได้
แบรนด์เหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างรันเวย์แฟชั่นชั้นสูงกับคนบนท้องถนน” ด้วยเสื้อผ้าที่มีสไตล์จัดจ้าน มีความเป็นอังกฤษ (British Style) มีการดึงดีไซเนอร์ระดับโลกมาร่วมงาน รวมถึงไอคอนอย่าง Kate Moss มาร่วมมือ (Collaboration) ออกคอลเลกชันพิเศษ ทำให้ Flagship Store ที่ Oxford Street ในลอนดอนกลายเป็นจุดสนใจอย่างมากในเวลานั้น
สำหรับคำว่า High Street Fashion หรือแฟชั่นถนนสายหลัก หมายถึงแฟชั่นจากย่านการค้าและช้อปปิ้งในอังกฤษ เป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-to-wear) ที่ผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ขณะที่ Fast Fashion หรือแฟชั่นมาไวไปไวตามมาทีหลัง โดยนำโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่เน้นกระบวนการผลิตรวดเร็วเพื่อติดตามกระแสแฟชั่นอย่างกระชั้นชิดในราคาย่อมเยา ซึ่งในความเป็นจริงทั้งสองคำนี้มีความทับซ้อนกันพอสมควรในปัจจุบัน
แต่แล้ว Topshop และ Topman ก็ต้องยุติการดำเนินกิจการและปิดสาขาทั้งหมดในไทยไปเมื่อกลางปี 2564 ด้วยสาเหตุสำคัญคือบริษัทแม่ในประเทศอังกฤษเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ โดยในช่วงปี 2563 Arcadia Group บริษัทแม่ของ Topshop และ Topman ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักและยื่นล้มละลายจากผลพวงของ COVID-19 ต่อมา ASOS แพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ได้เข้าซื้อกิจการไป ส่งผลให้หน้าร้าน (Physical Stores) ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต้องทยอยปิดตัวลงทั้งหมด แม้ภายหลังจะเริ่มกลับมารีแบรนด์และเปิดตัวใหม่อีกครั้ง โดยเน้นการขายผ่านระบบออนไลน์ การกลับมาจัดแฟชั่นโชว์ และเริ่มทดลองเปิด Pop-up Store ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำในอังกฤษก็ตาม
สำหรับกรณีของ M&S แม้บริษัทแม่ที่อังกฤษจะไม่ได้ออกแถลงการณ์เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการปิดตัวในประเทศไทย แต่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการแถลงแผนกลยุทธ์และการปรับทิศทางธุรกิจทั่วโลก (Global Business Transformation) ภายใต้แผน “Reshaping for Growth” หรือการปรับโครงสร้างเพื่อการเติบโต
ในส่วนของการปรับโมเดลธุรกิจในต่างประเทศ (International Partner Shift) M&S แถลงชัดเจนว่ายังคงต้องการเติบโตในภูมิภาคนี้ ด้วยแนวทาง “Narrow and Partner-led” คือเลือกพันธมิตรที่เฉพาะเจาะจงและพร้อมลงทุนปรับโฉมร้านตามกลยุทธ์ใหม่
นอกจากกรณีในไทยแล้ว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา M&S เพิ่งประกาศสิ้นสุดสัญญากับพันธมิตรเดิมในประเทศฟิลิปปินส์ที่ร่วมงานกันมานานกว่า 20 ปี โดยระบุว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่พันธมิตรแฟรนไชส์รายใหม่ ขณะที่ยังคงรักษาตลาดหลักในเอเชียบางแห่งไว้ โดยเฉพาะในมาเลเซีย (8 สาขา) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอังกฤษอย่างแน่นแฟ้นผ่านสินค้าและบริการที่ยังคงครองตลาดที่นั่นได้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังเพิ่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับพันธมิตรเดิมในอินโดนีเซีย เพื่อขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น จากเดิมเฉพาะในอินโดนีเซียและเวียดนาม รวมถึงเข้าแทนที่รายเดิมในฟิลิปปินส์ด้วย
ในอีกมิติหนึ่ง M&S มีความหมายที่แตกต่างอย่างน่าสนใจเมื่อเทียบเคียงกับแบรนด์อังกฤษอื่น โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านบริบททางสังคมซึ่งเชื่อมโยงระหว่างอังกฤษกับสังคมไทย..