พาลูกไปเล่นสกี

พวกเขามีชีวิตเพื่อการเรียนรู้อย่างท้าทาย
ในโลกทีมีความหลากของเผ่าพันธุ์
เช่นเดียวกับเด็กไทยยุคจากนี้ไปโดยทั่วไป
คงไม่อยู่เฉพาะในสถานการณ์บนSki fieldที่นานๆจะมีโอกาสสักครั้งเท่านั้น
เมื่อเราต้องเดินทางไปในช่วงกลางฤดูหนาว ผมพูดทีเล่นทีจริงกับลูกๆว่าคงไม่มีอะไรทำดีไปกว่าการเล่นสกี พวกเขายึดถือเป็นเรื่องจริงจังขึ้นทันที ในที่สุดโปรแกรมเล่นสกีจึงกลายเป็นHighlightของการเดินทางครั้งใหม่

ตั้งแต่เตรียมการอย่างเจาะจง ใช้เวลาที่สกีภูเขามากที่สุดของการเดินทางท่องเที่ยว แม้ว่าการเดินทางได้จบลงไปแล้ว ลูกๆก็ยังพูดถึงอยู่เสมอ ที่สำคัญกลายเป็นthemeของสารคดีท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ตอนใหม่ แตกต่างจากตอนแรก ไม่ว่าประสบการณ์และบทเรียนชีวิต

เราเคยไปนิวซีแลนด์ครั้งแรกเมื่อ3ปีก่อน นอกจากเป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศของครอบครัวครั้งแรกแล้ว ยังถือโอกาสไปการไปดูโรงเรียนให้ลูกด้วย(อ่าน“พาลูกไปเที่ยว ไปดูโรงเรียน”) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บุตรชายคนโตอายุ12ขวบได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาที่นั่น ในระยะใกล้เคียงกันบุตรชายคนเล็กอายุ9ขวบ จำต้องย้ายโรงเรียนจากระบบการศึกษาไทยไปอยู่โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษในประเทศไทย ด้วยเหตุผลง่ายๆ ให้พวกเขามีโอกาสปิดเทอมตรงกันบ้าง ชีวิตครอบครัวดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นตามสมควร

การเดินทางครั้งนี้ตรงกับช่วงปิดเทอมใหญ่โรงเรียนนานาชาติในบ้านเรา คร่อมกับการปิดเทอมกลางปีกว่า2สัปดาห์ของโรงเรียนนิวซีแลนด์ แผนการจึงกำหนดขึ้นอย่างตายตัว แม้ภรรยาจะรู้สึกลำบากใจบ้าง เผอิญช่วงนั้น บริษัทที่เธอทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข่าวtake overกิจการพลังงานระดับโลกกำลัง เกิดขึ้น* เธอบอกว่าบางครั้งอ่านข่าวหนังสือพิมพ์บนเครื่องบิน มีสีสันกว่าเรื่องเล่าผ่านโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศเสียอีก

นอกจากถือโอกาสไปเยี่ยมบุตรคนโต สมาชิกครอบครัวมีโอกาสอยู่พร้อมหน้าและท่องเที่ยวด้วยกันเกือบ20วันแล้ว ขากลับส่งลูกเข้าโรงเรียนตอนเปิดเทอม เราตั้งใจใช้เวลาอีกสัก2-3วัน ดูชีวิตความเป็นอยู่นักเรียนประจำ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการติดตามผลการศึกษาให้รอบด้านขึ้น เราได้มีโอกาสร่วมประชุมผู้ปกครอง พบปะสนทนากับครูใหญ่ ครูประจำวิชา Housemaster(ครูผู้ดูแลหอพัก) แม้กระทั่ง Matron(แม่บ้านประจำหอพัก) ฯลฯ ถือเป็นการปิดท้ายการเดินทางที่เป็นการเป็นงานทีเดียว

การเดินทางครั้งใหม่แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เรามีเวลามากกว่า เลยตั้งใจเที่ยวทั่วทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ ได้นัดหมายให้บุตรคนโตนั่งเครื่องบินขนาด20ที่นั่งจากเมืองขนาดกลางของเกาะใต้ มาพบกันที่ Auckland International Airport จากนั้นจึงเริ่มต้นขึ้นการเดินทางด้วยด้วยการขับรถยนต์ด้วยระยะทางไกลมากกว่า 4,000กิโลเมตร

การเดินทางครั้งก่อน ผมกำหนดแผนการค่อนข้างละเอียด จากการศึกษาหาข้อมูลอย่างมากมาย เสมือนเป็นการเดินทางของคนๆหนึ่ง ซึ่งนำภรรยาและบุตรพ่วงไปด้วย ความคิดตกผลึกมากขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว ควรเป็นกระบวนการแชร์ความคิด ความเข้าใจ เป้าหมายและความต้องการของสมาชิกในครอบครัว

โปรแกรมการเดินทางครั้งใหม่จึงยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ผมบอกกับลูกๆว่า แผนการส่วนตัวมีอยู่อย่างเดียว เมื่อมีโอกาสแวะเมืองที่มีโรงเรียนมัธยมและหรือมหาวิทยาลัย ผมขอแวะเยี่ยมชมบ้าง ความจริงแล้วนอกจากจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะผู้เขียนหนังสือ“หาโรงเรียนให้ลูก”ในใจผมอยากให้บุตรทั้งสองมีจินตนาการเชื่อมโยง จากโรงเรียนถึงมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ก็ไม่ได้บอกพวกเขาตรงๆ

ผมตัดสินใจยกเลิกแผนการส่วนตัวอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นWine Tour ไม่บังคับให้ลูกๆต้องเข้าพิพิธภัณฑ์อันเป็นสูตรสำเร็จฯลฯ แม้กระทั่งจะนั่งร้านกาแฟRobert Harris ว่ากันว่าเป็นภาพสะท้อนไลaสไตล์ใหม่ของกีวี เชนร้านกาแฟนิวซีแลนด์บุคลิกใหม่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ในขณะที่การดื่มชาแบบอังกฤษดั่งเดิมคงซ่อนตัวอย่างเงียบๆในบ้าน ผมอยากสัมผัสบรรยากาศอย่างไกล้ชิด การต่อสู้ระหว่างร้านกาแฟท้องถิ่นกับเชนใหญ่ระดับโลกอย่างStarbucksซึ่งแข่งขันกันเปิดสาขาในจำนวนพอๆกันประมาณ40แห่ง แต่ก็เลือกเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

จะว่าไม่ได้ศึกษาข้อมูลการการเดินทางท่องเที่ยวคราวนี้เลย ก็ไม่เชิง มีอยู่เรื่องหนึ่ง มันเป็นความจำเป็น สกีเป็นเรื่องใหม่ เราไม่มีความรู้มาก่อน อย่างไรก็ตามได้พบว่า แง่มุมที่เป็นจริง ซับซ้อน มีสีสันมากกว่าการศึกษาก่อนการเดินทางพอสมควร

ในที่สุดเราเลือกCardrona Alpine Resort อยู่ระหว่าง Queenstown กับWanakaที่เกาะใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแหล่งสกีที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์ ลูกๆบอกว่าพวกเขาต้องการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด การเดินทางสู่เป้าหมายอีก1500กิโลเมตรแผนการ เริ่มต้นในทันที โดยช่วงแรกใช้เวลาเพียง4วันพร้อมๆกับการ“ขี่ม้าชมสวน”บนเกาะเหนือ จากนั้นตะบึงอีก2วันบนเกาะใต้ ผ่านเมืองสำคัญๆตามรายทาง จาก Aucklandผ่านHamiltonค้างคืนที่Rotorua ผ่านTuapoค้างคืนที่ TurangiและWellington จากนั้นต้องข้ามฟากด้วยเรือเฟอร์รีไปเกาะใต้ เริ่มเดินทางต่อทันที จากPictonค้างคืนKaikouraโดยขาไปตัดสินใจไม่แวะChristchurch แล้วขับรถช่วงไกลที่สุดจนค่ำที่Dunedinใช้เวลาอีกค่อนวันก็ถึงจุดหมาย
 

ที่จริงการท่องเที่ยวเกาะเหนือในกลางฤดูหนาวไม่ค่อยสะดวกและสนุกนัก เราเจอฝนเกือบตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็น AucklandหรือRotorua เผชิญลมแรงที่ริมทะเลสาบTaupoและที่ Windy Wellington ซึ่งเป็นNicknameของWellington เมืองหลวงนิวซีแลนด์

อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์ตื่นเต้นอยู่บ้างเหมือนกัน ในช่วงขับรถผ่านDesert road วิวข้างทางด้านขวามือเป็นเทือกขาวที่มีหิมะปกคลุม ภาพแหล่งสกีสำคัญของเกาะเหนือสร้างบรรยากาศเร้าใจพอสมควร และแล้วเร้าใจขึ้นอีก เมื่ออุณหภูมิลดต่ำมาก มีป้ายจราจรเตือนให้ระวังหิมะและน้ำค้างแข็งเป็นระยะๆ แล้วสัญลักษณ์แปลกๆปรากฏหน้าปัทม์รถยนต์ สังเกตว่าเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า4องศามีสัญญาณไฟสีเหลืองรูปหิมะขึ้น(ต่อมาอ่านคู่มือรถยนต์แปลว่าหิมะอาจตก)ทำเอาตกใจกันพอประมาณ ยิ่งเมื่อลงต่ำกว่า0องศาจะกลายเป็นสัญญาณสีแดง(หิมะอาจตกมากที่สุด แต่ความจริงไม่ได้ตก)อีกด้วย ที่สำคัญเราต้องรีบจัดการกับระบบอุณหภูมิในรถให้สัมพันธ์กับอากาศภายนอก มิฉะนั้นจะขับรถด้วยความลำบากเพราะหมอกเกาะกระจกหน้าอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นทาง

การศึกษาคู่มือรถยนต์ก่อนการขับรถในฤดูหนาวในต่างประเทศจึงจำเป็นอย่างมาก ประสบการณ์การขับรถของคนไทยที่ถือชำนาญที่สุดในโลกชาติหนึ่งใช้กับประสบการณ์ใหม่ไม่ได้ทั้งหมด ผมเคยอ่านสารคดีขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์มาหลายเรื่อง(ส่วนใหญ่มิได้ขับในช่วงฤดูหนาว)มักเล่าต่อๆกันว่า หากมีน้ำค้างแข็งเกาะกระจกรถยนต์ในตอนเช้า ผู้เขียนมักเสนอแนะให้ใช้น้ำอุ่นราดจะละลายได้ ความจริงรถยนต์ชั้นดีทั่วไปในประเทศนี้ มีระบบละลายน้ำค้างแข็งหรือหิมะที่เกาะกระจกรถอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงแรงขนาดนั้น

เราเพิ่งรู้ว่าช่วงที่เราเดินทางนี้มิใช่low seasonโดยเฉพาะในเมืองที่มีแหล่งสกี เรียกได้ว่าเป็นhigh seasonด้วยซ้ำ ช่วงเวลาปิดเทอมกลางปีของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ถือป็นเทศกาลเล่นสกีอันตื่นเต้นและคึกคัก แหล่งสกีเกือบ20แห่งทั่วประเทศเปิดอย่างพร้อมเพรียงกัน เรามีบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งที่เกาะเหนือ ความคิดที่ว่าพักเมืองเล็กค่าที่พักมักจะราคาถูกกว่าเมืองใหญ่นั้นไม่ถูกต้องเสมอไป เราไม่รู้ว่าTurangiเมืองขนาดเล็ก ดูสงบแต่เป็นเมืองน่าอยู่นั้น อยู่ใกล้ ski fieldของเกาะเหนือมากที่สุด นอกจากราคาไม่ถูกแล้ว กว่าจะหาที่พักได้ต้องใช้เวลาจากบ่ายถึงค่ำ เหตุการณ์ทำนองเดียวกันซ้ำรอยอีกครั้งจนได้ ที่Queenstown

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า ลูกจำเป็นต้องเล่นสกี(สำหรับตนเองไม่มีความคิดจะเล่นแม้แต่น้อย) คิดว่าสกีมิใช่กีฬาสำคัญคนไทย ประเทศของตนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีฤดูหนาว ต้องเสียเวลา เสียเงินเรียนแล้วโอกาสได้เล่นมีน้อยมาก มันจะคุ้มหรือ ดูมันเรียนยากพอควรนะลูก แค่ไปดูๆแล้วถ่ายรูปน่าจะพอ ลูกไม่ได้โต้แย้งกโดยตรง เด็กๆให้เหตุผลด้วยการกระทำอย่างมุ่งมั่นและตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาไม่มีคำพูดยืดยาวเช่นผู้ใหญ่ แต่ทำให้เรารู้อีกครั้งว่า มีแรงบันดาลใจการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ พร้อมเผชิญความท้าทาย ทั้งๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์ แม้มีโอกาสเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

ผมคิดได้ว่า ผู้ใหญ่มักมีกรอบ อาจด้วยความอคติ ความกลัวและอ้างอิงประสบการณ์ตนเอง ในขณะที่เด็กๆมีความฝัน มีแรงบันดาลใจที่เป็นประกาย เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเอง ปรับตัวเองเข้ากับประสบการณ์ใหม่ๆ ยิ่งผมได้อ่านบทความของครูใหญ่โรงเรียนซึ่งบุตรคนโตเรียนด้วยแล้วยิ่งกินใจ

เขาอ้างหนังสือเล่มซึ่งผมยังไม่ได้อ่าน “Fathering from the Fast Lane” เขียนโดย Bruce Robinson มีเนื้อหาตอนหนึ่งที่คมคาย“Children need to be accepted and supported as individuals regardless of their academic success, physical ability , sporting prowess, personality , moods, morals or beliefs. This acceptance is often difficult for high-achieving fathers.” ผมยอมรับในทันทีว่า ผมคงไม่ใช่และไม่ขอเป็น พ่อประเภท“ประสบความสำเร็จอย่างสูง”

Cardrona Alpine Resortเป็น ski fieldยอดนิยมและมีขนาดใหญ่ ได้ชื่อว่ามีบรรยากาศสวยงามเหมาะสำหรับครอบครัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะมากกว่าที่อื่นๆ ผมใช้เวลาศึกษาพอสมควรกว่าจะตัดสินใจเลือกที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ไม่ยากจนเกินไป มีโปรแกรมการสอนสำหรับfirst timerที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามก่อนการเดินทางประมาณ1เดือนเศษ ก็ต้องลุ้นว่าจะเปิดบริการทันเวลาที่เราไปถึงหรือไม่ ปีนี้อากาศนิวซีแลนด์ร้อนกว่าปกติ หิมะตกช้ากว่าฤดูหนาวปีก่อนๆski fieldหลายแห่งต้องเลื่อนเวลาเปิดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ปกติแล้วมักเปิดกันประมาณกลางเดือนมิถุนายน แต่เอาเข้าจริงส่วนใหญ่เปิดกันประมาณกลางเดือนกรกฎาคม เราโชคดี เมื่อไปถึง Cardronaเปิดบริการแล้ว

นอกจากนี้ต้องอาศัยโชคอีกด้วย เนื่องจากเรามีเวลาค่อนข้างจำกัด โอกาสพลาดการเล่นสกีย่อมมีมาก ถ้าในวันนั้นอากาศไม่ดี การปิดเปิดสกีภูเขา ตัดสินใจกันวันต่อวัน ดังนั้นก่อนออกเดินทางในตอนเช้าควรต้องเช็คสภาพSki fieldให้ดีเสียก่อนจะได้ไม่เสียเที่ยว นักท่องเที่ยวประเภท“ขี่ม้าชมสวน”เช่นพวกเรา ต้องทำใจกับกฎข้อนี้ นับว่าเราโชคดี แม้ว่ามีปัญหาบ้าง แต่การเรียนการเล่นของลูกๆก็เป็นไปตามแผน

บรรยากาศที่Queenstownในฤดูหนาวคึกคักกว่าตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงมากทีเดียว เมืองเล็กๆมีฉากหลังเป็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ ผู้คนมีสีสันด้วยเสื้อผ้ากันหนาว ร้านรวงเปิดกันต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับเล่นสกี เรียงรายตลอดแนวถนนใจกลางเมือง คนหนุ่มสาวเดินไปมาขวักไขว่ หลายคนเพิ่งลงมาจากski fieldอยู่ในชุดนักเล่นสกี เปรอะหิมะ บางคนหอบหิ้วเครื่องเล่นสกี หรือsnowboardมาด้วย ภรรยาของผมตาไวเสมอในเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆ เธอบอกว่าค่าเช่าอุปกรณ์สกีที่นี่ถูกกว่าบนski fieldเป็นเท่าตัว ดูเหมือนเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่เรื่องหนึ่งของพ่อแม่ที่ดีกว่าลูกๆ เราตัดสินใจเช่าอุปกรณ์ จากที่ร้านเหล่านี้ซึ่งไม่มีความยุ่งยากเลย

เป็นครั้งแรกผมขับรถบนถนนที่มีความยากลำบากที่สุดก็ว่าได้ แม้คิดว่าได้เลือกski fieldที่เดินทางไม่ยากนัก แต่ก็นับว่าหนักหนากว่าที่จินตนาการไว้พอควร การเดินทางเริ่มต้นจาก Queenstownไปสัก20กิโลเมตร ก็เริ่มไต่เทือกเขา นอกจากเป็นถนนสองเลนเล็ก รถสวนกันค่อนข้างยากแล้ว ถนนเส้นนั้นหักศอกไต่เชิงเขาติดต่อกันหลายลูก หากอยู่เลนนอก ผมมักไม่มองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่ลึกอย่างน่ากลัว แต่ก็ยังไม่น่าหวาดเสียวเท่าช่วงเข้าเขตski field ถนนช่วงนั้นยาวกว่า10กิโลเมตรเป็นดินลูกรังแคบๆ หากคุณได้ดูสารคดีRoyal tourทางDiscovery channelสารคดีท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ นำเที่ยวโดยนายกรัฐมนตรีHelen Clark มีตอนหนึ่งขับรถบนถนนลูกรังที่แคบและชัน ผมว่าไม่แตกต่างจากเส้นทางสู่ Cardrona ski fieldเท่าใดนัก

ผมขับรถพาลูกๆออกจากเมืองในเช้าตรู่ วันที่อากาศหนาวอุณหภูมิ-2ในเมืองและ-6บนภูเขา วันนี้ท้องฟ้าสีน้ำเงินดูสดใสสวยงาม เลยชะล่าใจไม่เช็คสภาพอากาศบนภูเขา เมื่อไปถึงทางเข้าถนนลูกรังซึ่งถือเป็นปากทางเข้าCardrona ski field เจ้าหน้าที่เรียกรถทุกคันแล้วถามว่า “คุณมีโซ่ติดรถมาด้วยหรือเปล่า วันนี้อาจมีหิมะตก” เมื่อผมพยักหน้า เธอจึงโบกมือให้ผ่านไปได้ด้วยดี ขณะที่อีกหลายคันต้องจอด เสียเวลาเช่าโซ่จากตรงนั้น

โซ่(Snow chains)มีไว้สวมล้อรถในขณะที่ขับบนถนนซึ่งมีหิมะตกหรือถนนปกคลุมด้วยหิมะ ผมได้ความรู้ใหม่ว่า กรณีใช้โซ่นั้นต้องมีหิมะหนาพอสมควร คนซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับ“ปอด”อย่างผมย่อมเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว มีเกร็ดอยู่เรื่องหนึ่งควรรู้ หากคุณเช่าที่อื่น(โดยเฉพาะทางเข้า ski field)ค่าเช่าจะแพงกว่าบริการเสริมของรถเช่าถึง2-3เท่าทีเดียว

จากนั้นผมค่อยๆขับตามรถคันอื่นๆเป็นกระบวนต่อกันยาวนับกิโลเมตรทยอยกันขึ้นเขา ถนนค่อนข้างแฉะและลื่นมากๆในบางช่วง โชคดีที่นานๆจะมีรถสวนสักคัน เราจึงสามารถใช้ทางได้กว้างกว่าปกติ ยิ่งขึ้นสู่ภูเขาสูงมากขึ้นเท่าใดอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก้อนเมฆลอยอยู่ต่ำมากในที่สุดเราก็ขับไปในบริเวณที่ปกคลุมด้วยเมฆหนา เมื่อใกล้ถึงที่หมายเหมือนหมอกลงจัดที่มองเห็นไม่เกิน 50เมตร ที่สำคัญลมค่อนข้างแรงอีกด้วย ประสบการณ์ครั้งแรกดูจะไม่ราบรื่นนัก

แต่ลูกๆสามารถเข้าคอรสเรียนSnowboardได้ เนื่องจากบริเวณที่เรียนอยู่ใกล้กับตัวรีสอร์ทและมีครูดูแลตลอดเวลา ขณะที่นักสกีเริ่มทยอยกลับกัน ลานสกีย่อยและLiftหลายแห่งที่ไกลออกไปถูกสั่งปิดกะทันหัน ผู้คนอัดแน่นกันในร้านอาหารของรีสอร์ต ซึ่งมีอยู่3แห่ง อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ จากนั้นไม่นานหิมะก็เริ่มตก อย่างไรก็ตามคอร์สการเรียนก็ยังดำเนินต่อไปจนจบ

การขับรถขากลับต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หิมะตกมากพอสมควร ทำให้ถนนลื่นมากกว่าตอนขามา แต่ก็ยังมากไม่พอจะต้องใช้โซ่ ยิ่งขับตามรถที่ไปก่อนนับสิบคันด้วยแล้ว ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะถนนถูกบดให้เละมากขึ้น ผมถูกแนะนำให้ใช้เกียร์ต่ำด้วยความเร็วไม่เกิน40กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มันช่างตรงกันข้ามกับวันต่อมาอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้ามืดครึ้มปกคลุมเมือง Queenstown เราใจคอไม่ค่อยดี เกรงว่าอากาศจะเลวกว่าเมื่อวาน แต่เมื่อเช็คก็ได้รับคำตอบว่าski fieldเปิดตามปกติ เราไม่ใคร่จะวางใจนัก เพราะรู้ดีว่าอากาศเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ครั้นเมื่อขับรถมาเข้าถึงปากทางเข้าแหล่งสกี เจ้าหน้าที่ส่งยิ้มกว้าง โบกมือให้เราขับรถเข้าไปโดยไม่สนใจไถ่ถามเหมือนวันวาน เมือขับรถไปบนยอดเขา เมฆที่มองเห็นแต่แรกลอยอยู่ต่ำกว่าเรามาก

ท้องฟ้าเหนือski fieldสดใสสวยงาม หิมะปกคลุมส่องแสงสีขาวกระจ่าง มองนานๆจะแสบตา จึงเข้าใจเหตุผลนักเล่นสกีทุกคนต้องสวมแว่นกันแดดสีชา วันนี้อากาศดีมากไม่หนาวจนเกินไปและเป็นวันที่สนุกมากๆสำหรับลูกๆ พวกขาเริ่มเล่นsnowboardเป็นแล้ว ตั้งแต่บ่ายวานนี้ พวกเขาบอกว่าจะขออยู่เล่นจนกว่า ski fieldปิดเลยทีเดียว ผมกับภรรยานั่งรอลูกโดยยึดห้องอาหารรีสอร์ต บางแห่งสามารถมองเห็นการเล่นของพวกเขาอย่างชัดเจน เรามิใช่พ่อแม่คู่เดียวที่ทำเช่นนั้น ชาวกีวีหลายคู่นั่งอ่านหนังสือและเฝ้าดูลูก หลายคนลงไปถ่ายรูปและให้กำลังใจลูกเป็นระยะๆ บ้างก็มากันเป็นกลุ่มใหญ่ เด็กๆ เรียนคอร์สเบื้องต้น พ่อแม่และปู่ย่ามาด้วย พบว่าคนอายุ50กว่าปียังมีไฟเล่นสกีกันไม่น้อย นี่คือประเทศได้ชื่อผู้คนให้ความสำคัญกับกีฬากลางแจ้งมากที่สุดประเทศหนึ่ง

ผมกับภรรยาเรียนรู้ว่า เมื่อเรามีลูกยังเป็นเด็ก เราคงต้องทำตัวกระฉับกระเฉง ต้องปรับตัวเข้ากับพวกเขา ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆบ้างในบางครั้ง การปรับตัวมีเป้าหมายที่เด่นชัดตามประสาพ่อแม่ทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากเด็กๆที่เป็นตัวของเขาเอง มีเป้าหมายเฉพาะของพวกเขาเอง ผมต้องขับรถไกลที่สุดในชีวิต ต้องใช้ความกล้า ดั้นด้นไปในที่ยากลำบากที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน ขณะที่เรายอมให้ลูกท้าทายกับสิ่งใหม่ๆ ขณะเดียวกันเรา(โดยเฉพาะภรรยา)มักจะสอนลูกให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างสมเหตุสมผล จากตัวอย่างจริง ลูกๆก็ควรเรียนรู้จากเราด้วยเช่นกัน

ภรรยามักจะเรียนรู้และมีบทเรียนเรื่องเงินๆทองๆที่ดีเสมอในฐานะนักการเงิน วันแรกเมื่อค้นพบว่าอาหารและเครื่องดื่มที่รีสอร์ทแพงมาก เธอบอกผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ขณะเดียวกันสังเกตเห็นว่าชาวกีวีจำนวนไม่น้อย เตรียมอาหารมากันเอง เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ชาวกีวีนิยมทานบะหมี่สำเร็จรูปเช่นเดียวกับคนเอเชีย ผู้คนซึ่งฝังหัวว่าตนเองเป็นยุโรปคงเรียนรู้เช่นกันว่า ในวันที่พวกเขาสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งนั้น อาหารแบบเอเชียบางอย่างเหมาะกับพวกเขา ห้องอาหารSki fieldเองก็มีน้ำร้อนไว้บริการฟรีด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยในวันต่อมาเราได้เตรียมอาหารของเรามาเอง ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่หรือน้ำอัดลม

เราซื้อMulti-day first-time package(snowboard)ให้บุตรทั้งสองสำหรับ2วัน รวมทั้งค่าใช้สถานที่(lift)ครูสอน 2วัน ประมาณ5 ชั่วโมงและค่าอุปกรณ์ (ไม่รวมชุดเสื้อผ้า หมวกกันน็อก แว่นกันแดด ซึ่งเราเช่ามาจากในเมือง)ไว้ด้วยกัน

ลูกๆต้องการเรียนSnowboardซึ่งดูโลดโผน ท้าทาย และเล่นยากกว่าสกีพอสมควร“มันเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายทุกส่วน”ลูกๆบอกเช่นนั้น เมื่อถูกถามว่าการเล่นski กับsnowboardแตกต่างกันอย่างไร พวกเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่เคยเล่นมาก่อน มีทั้งผู้ใหญ่จนถึงเด็ก แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง8-15ปีกลุ่มละประมาณ 5-6คน

ลูกของเราเป็นเพียงเด็กต่างชาติ 2คนที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ครูสอนสกีคงไม่ได้เรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่2เป็นแน่ และย่อมไม่สามารถจะมาดูแลเด็กไทย2คนเป็นกรณีพิเศษได้ เราถือโอกาสนี้ทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษของลูกด้วยผมคิดว่า ทั้งสองสอบผ่าน

ภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์ที่เท่าเทียมกัน พิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กไทยมิได้มีปัญหาความสามารถ โดยเฉพาะการเรียนรู้เมื่อเทียบมาตรฐานระดับโลก ทั้งๆที่พวกเขาเป็นคนต่างชาติ ทั้งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเมื่อเทียบคนอื่นทั้งหมดอีกด้วย เพียงไม่ถึงครึ่งวันพวกเขาก็สามารถเล่นได้เองบางระดับ ผมไม่อยากจะบอกว่าลูกๆเรียนรู้ได้เร็วกว่าโดยเฉลี่ยด้วยซำ้

ผมคิดว่า พวกเขามีชีวิตเพื่อการเรียนรู้อย่างท้าทายในโลกทีมีความหลากของเผ่าพันธุ์ เช่นเดียวกับเด็กไทยยุคจากนี้ไปโดยทั่วไป คงไม่อยู่เฉพาะในสถานการณ์บนSki fieldที่นานๆจะมีโอกาสสักครั้งเท่านั้น

แม้จะยอมรับว่า โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คิดไว้ แต่คนรุ่นเรามักมองโลกยุคใหม่ด้วยความวิตกและหวาดกลัวเสมอ บางคนอรรถาธิบายว่าอาจจะมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของคนรุ่นเรา ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้เงาของ Anglo-Saxons ผมไม่อยากเชื่อเช่นนั้น แต่ก็ไม่สามารถหาคำอธิบายที่ดีกว่าได้

ลูกๆย่อมไม่เหมือนคนรุ่นเรา พวกเขาสามารถเรียนรู้ ต่อสู้และปรับตัว กับโอกาสที่เปิดกว้าง แม้ความท้าทายจะเพิ่มมากขึ้นๆ แต่พวกเขาก็พร้อมเผชิญหน้า ด้วยความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญด้วยความกล้า ขอแต่เพียงคนรุ่นเราพยายามเข้าใจพวกเขาให้มากขึ้น สนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มกำลัง

นี่คือความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นๆ อันเนื่องมาจากเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้

——–

หมายเหตุ ตีพิมพ์. นิตยสารผู้จัดการ  ตุลาคม 2548

เชิงอรรถ* Chevron Corporation ประกาศ(10สิงหาคม 2548) ควบรวมกิจการกับ Unocal Corporationได้สำเร็จ

สารบัญ- หาโรงเรียนให้ลูก

 คำนำครั้งแรก

ภาคที่หนึ่งFAQ

1 มีเป้าหมายเจาะจงอย่างไร

 2 มีเงินหนึ่งล้านบาท เรียนที่ไหนได้บ้าง

—Fact & Figures

ภาคที่สอง

2โรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย

— Fact & figures

—St. Andrews : Multi-campus Preparatory School

—Concordian School: IB +Chinese Program

ภาคที่สาม   หาโรงเรียนให้ลูก

3          กระแสชาวเอเชีย ศึกษาตะวันตกแรงมาก

4         Boarding in the 21st Century

5         โรงเรียนประจำสหรัฐฯปรับตัว

6         ก่อนจะเยี่ยมโรงเรียน

ภาคที่สี่   แนวคิดและแนวทาง

7          ศึกษาฝรั่ง สู้ฝรั่ง บทเรียนเมื่อ150ปีที่แล้ว

8         จากข้าราชการ ผู้ประกอบการ ถึงมืออาชีพ

       Profile

ภาคที่ห้า แหล่งวิทยาการของโลก

9 สหราชอาณาจักร

9.1  School profile

10 สหรัฐอเมริกา

10.1  School profile

11   ออสเตรเลีย

12 St.Stephen’s College

13 ที่อื่นๆ

ภาคที่หก  ภาคผนวก

 —-พาลูกไปเที่ยว ไปดูโรงเรียน

—-10ปี 4ประเทศ: บทเรียนของนักเรียนนอก

—-School Information

Profile-นักเรียนอังกฤษ

ชฎา วัฒนศิริธรรม(นามสกุลเดิม กฤษณมะระ)  บุตรีของพระยาไชยยศสมบัติ นักบัญชีคนแรกที่จบการศึกษาจากอังกฤษ  หลังจากเธอจบการศึกษาจากChelterham  Ladies College แล้วสามารถสอบเข้าเรียนที่Cambridge University จนได้ทั้งปริญญาตรีและโทด้านเศรษฐศาสตร์  จากนั้นไปเรียนปริญญาโทอีกใบจากสหรัฐฯ จากWilliams College  เริ่มทำงานทันทีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี2510  มีอายุงานเพียง8ปี จึงลาออกมาอยู่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่บิดาของเธอร่วมก่อตั้ง อยู่ที่นี่นานถึง24ปีก่อนจะก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการเมื่อปี2542 อ่านเพิ่มเติม “Profile-นักเรียนอังกฤษ”

นักเรียนสหราชอาณาจักร

RELATED STORIES

Profile-นักเรียนอังกฤษ

นักเรียนสหรัฐอเมริกา

 เรื่องราวจากนี้ คือภาพที่ความพยายามปะติดประต่อความเคลื่อนไหวในช่วงว่า100ปีของชนชั้นนำในสังคมไทย ว่าด้วยแนวคิด และแรงบันดาลใจ  ในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อระดับมัธยมในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการเตรียมความพร้อมบุคลากรในการศึกษาในสถาบันขั้นอุดมศึกษาระดับโลกต่อไป

ผมเชื่ออย่างมั่นคงว่า ความคิดทั้งหลายทั้งปวงของผู้คนในยุคต่างๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสถานการณ์แวดล้อมขณะนั้นเสมอๆ ขณะเดียวกัน การกล่าวถึงชนชั้นนำเช่นนั้น  มิได้หมายความว่า ผมหรือผู้อ่านจะถือเป็นต้นแบบในเดินทางตามอย่างเคร่งครัดแต่อย่างใด  หลักการข้อหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ

สถานการณ์ของเรา แนวความคิดของเรา และความสามารถของเรา เป็นฐานของความตั้งใจในความพยายามบรรลุแผนการและแสวงหาโอกาสของตนเอง อ่านเพิ่มเติม “นักเรียนสหราชอาณาจักร”

คำนำครั้งแรก-หาโรงเรียนให้ลูก

ผมมีความเชื่อว่า การศึกษาของลูก ระดับประถมศึกษาในระบบโรงเรียน  จะเป็นเพียงส่วนขยายจากฐานการเรียนรู้ที่สำคัญจากระบบครอบครัวที่เข้มแข็ง  จากนั้นความสำคัญจะเริ่มต้นจากการศึกษาในระบบโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาเป็นต้นไป  เพื่อการเรียนรู้สังคมกว้างขึ้น เตรียมพร้อมเผชิญโลกกว้างอย่างแท้จริง”

ผมไม่เคยเรียนมัธยมในต่างประเทศ  ดังนั้นเรื่องที่เขียนและเสนอจากนี้ไป เป็นการเรียนรู้ใหม่ของคนๆหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า ผู้อ่านที่อ่านหนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่ ก็คงสามารถเริ่มต้นได้เช่นเดียวกัน

ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ บุตรชายคนโตของผมอายุประมาณ10ขวบ บุตรชายคนเล็ก อายุ7ขวบ เรียนหนังสือในระบบโรงเรียนไทย ในชั้นประถมปีที่1และ4 ตามลำดับ  เรียนอยู่ ในโรงเรียนธรรมดา แห่งหนึ่งในเมืองหลวง อ่านเพิ่มเติม “คำนำครั้งแรก-หาโรงเรียนให้ลูก”

นักเรียนสหรัฐอเมริกา

RELATED STORIES

Profile-นักเรียนสหรัฐอเมริกา

นักเรียนสหราชอาณาจักร

ชนชั้นนำของไทยเข้าถึงระบบการศึกษาอเมริกัน อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่1 ในยุคสหรัฐกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ ในฐานะประเทศที่ได้ประโยชน์จากสงครามโลกโดยตรง ในขณะที่อังกฤษ อยู่ในภาวะหลังสงคราม ประสพความยากลำบากในหลายด้าน อ่านเพิ่มเติม “นักเรียนสหรัฐอเมริกา”

Profile-นักเรียนสหรัฐอเมริกา

ประสงค์ สุขุม เป็นบุตรคนโตพระพิศาลสุขุมวิท  ซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบทอดความคิดสำคัญ่ในเรื่องการศึกษาของตระกูลสุขุมต่อเนื่องมาจากเจ้าพรัยายมราชได้อย่างดี   เขาเกิด 17 มกราคม 2473 ผ่านการศึกษาอย่างดีตามแบบฉบับของชนชั้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จากนั้นไปเรียนระดับมัธยมที่Philips Exeter Academy ในราวปี2485 หลังจากบิดาของเขาอาจจะเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าโรงเรียนนี้เมื่อปี2460  จากนั้นสุขุมเข้าเรียนเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีที่ Darthmouth College  แล้วตามด้วยMBA Harvard University  ซึ่งเป็นรุ่นที่สอง(คนแรกของไทยหรือรุ่นแรกได้แก่ ไกรสีห์ นิมมานเหมินทร์) ของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2  รุ่นๆเดียวกัน เรณู สุวรรณสิทธิ์  และประชัน คุณะเกษม อ่านเพิ่มเติม “Profile-นักเรียนสหรัฐอเมริกา”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ในมุมของฮาร์วาร์ด

 หมายเหตุ

Harvard Business School ได้ศึกษาธุรกิจของซีพี และเขียนเรื่องราวเป็นกรณีศึกษาไว้ เนื้อหาจากนี้ไปก็คือ ข้อความที่เรียบเรียงบางส่วนมาจากเอกสารกรณีศึกษาซีพี ซึ่งมีขึ้นในราวปี 2535 ถือเป็นยุคข้อต่อของการเปลี่ยนแปลงซีพีได้อย่างดี  เอกสารชิ้นนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535

สภาพทั่วไปของกิจการ และความเป็นมา

Operating Groups

ซีพีมีธุรกิจอยู่ทั้งหมดแปดกลุ่มคือ การเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมล็ดพืช และปุ๋ย การค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิตปิโตรเคมี การค้าส่ง และค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ โดยแต่ละกลุ่มมีผู้บริหาร ที่เป็น แกนนำคือ President และเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน ตำแหน่งเหล่านี้มีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นระยะ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กรและบุคลากร ในขณะที่กิจกรรมการดำเนินการของกลุ่มขยายตัวด้านกว้างครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลายแขนง ทั้งหมดนี้มีหลักการนำทางเดียวกันคือ การผนวกประสานในแนวดิ่ง (Vertical integration) และเป็นรูปแบบหลัก ที่ซีพีพัฒนาขึ้นมาใช้ในการสร้างความมั่งคั่งในประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าจะเป็นหลักการกว้างๆ แต่สามารถสรุปแนวทางได้ดังต่อไปนี้ อ่านเพิ่มเติม “เครือเจริญโภคภัณฑ์ในมุมของฮาร์วาร์ด”

ธนินท์ เจียรวนนท์ หาโรงเรียนให้ลูก

 

ศุภชัย เจียรวนนท์

 เกิด 24 มีนาคม 2510

 การศึกษา

ประถมศึกษา โรงเรียนสมถวิล, พิพัฒนา, Taipei American School ไต้หวัน (ป.3),

เซนต์ดอมินิค

มัธยมศึกษา, อัสสัมชัญ (ม.1-3), The Shipley School

(เกรด 9), Dwight-Englewood School (3 ปี)

อุดมศึกษา B.A. (Finance) Boston University 2532

อ่านเพิ่มเติม “ธนินท์ เจียรวนนท์ หาโรงเรียนให้ลูก”

อุตสาหกรรม”ครบวงจร”ของซีพี

ซีพีจึงได้ขยายเข้าไปในอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว ด้วยการเริ่มผลิตวัตถุดิบสำหรับทำอาหารสัตว์ ทำฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกไก่ สร้างโรงงานแปรรูปอาหาร และเนื้อไก่ ในกระบวนการนี้ ซีพีได้นำอุปกรณ์ใหม่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพื่อผลิตไก่แช่แข็งคุณภาพสูง เทคโนโลยีตัวนี้เรียกว่า เทคโนโลยี IQF หรือ Individual Quick Freezing ซึ่งทำได้ด้วยความร่วมมือจากบริษัทเทรดดิ้ง เฟิร์มของญี่ปุ่น

ธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ทุ่มเทความพยายามในการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศ เนื่องจากเขาคาดการณ์ว่า จะเป็นธุรกิจที่โตเร็ว ด้วยความต้องการเนื้อไก่ และหมูในประเทศมีมากขึ้น จากทำการศึกษา ตลาด การขนส่ง และเทคโนโลยี การผลิตอย่างดีแล้ว ปี 2511 ธนินท์จึงตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์โดยใช้ชื่อว่า บริษัทเจียรวนนท์ จำกัด (บริษัทถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น บริษัทกรุงเทพอาหารสัตว์ จำกัด ในปี 2514) โรงงานตอนนั้น นับได้ว่าเป็นโรงงาน ที่ทันสมัยแห่งแรกของประเทศ อย่างไรก็ตามช่วงปี 2512-2520 รัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์แบบทันสมัยผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จนเป็นเหตุให้คู่แข่ง อย่างศรีไทยปศุสัตว์ และเบทาโกรเริ่มเข้ามาแข่งขันในธุรกิจนี้ กลุ่มซีพีรับมือกับการท้าทายครั้งนี้ด้วยยุทธ์ศาสตร์สำคัญ 2 ประการนั่นคือ ทำให้สถานภาพของอุตสาหกรรมโรงงานอาหารสัตว์มั่นคงขึ้น ด้วยการผลิตในปริมาณมากๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ในอีกด้านหนึ่ง ที่ทำก็คือ ใช้ระบบการผลิตแบบครบวงจรกับอุตสาหกรรมสัตว์ปีก อ่านเพิ่มเติม “อุตสาหกรรม”ครบวงจร”ของซีพี”